ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทเรียน

คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับการสร้างแอปทำเงินด้วยตัวเอง (ตั้งแต่ไอเดียจนถึงการตลาด)

Andrew Codesmith
Share:
คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับการสร้างแอปทำเงินด้วยตัวเอง (ตั้งแต่ไอเดียจนถึงการตลาด) - Andrew Codesmith ภาพขนาดย่อวิดีโอ

สรุป

Andrew Codesmith เป็นนักพัฒนาที่เรียนเขียนโค้ดด้วยตัวเองตอนอายุ 30 และได้สร้างแอปหลากหลายตั้งแต่การเงิน, AI ไปจนถึง SaaS ในวิดีโอนี้เขาอธิบายทีละขั้นตอนตั้งแต่การหาไอเดีย การเลือก tech stack การใช้เครื่องมือ AI coding การพัฒนา MVP ไปจนถึงการตลาด - กระบวนการทั้งหมดในการสร้างและสร้างรายได้จากแอปสำหรับนักพัฒนาเดี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาเน้นว่าทุกวันนี้ 'การกระจาย (distribution)' สำคัญกว่าการสร้าง และเน้นความสำคัญของ build in public

เริ่มเขียนโค้ดตอนอายุ 30ประสบการณ์พัฒนาแอป 5 ปีผู้ติดตาม 500,000 คน$20/เดือน (ค่า Cursor)

คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับการสร้างแอปทำเงินด้วยตัวเอง (ตั้งแต่ไอเดียจนถึงการตลาด)

🎯 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้: Playbook การพัฒนาแอปเดี่ยวจากนักพัฒนาที่เรียนเขียนโค้ดด้วยตัวเองตอนอายุ 30 และสร้างแอปให้รัฐบาลอังกฤษ

📺 วิดีโอต้นฉบับ: Andrew Codesmith ()


ภาพรวม

Andrew Codesmith เป็นนักพัฒนาที่เรียนเขียนโค้ดด้วยตัวเองตอนอายุ 30 และสร้างแอปมากมายในด้านการเงิน AI และ SaaS ในวิดีโอนี้ เขาอธิบายทีละขั้นตอนตั้งแต่การหาไอเดีย เลือก tech stack ใช้เครื่องมือ AI coding พัฒนา MVP จนถึงการตลาด - กระบวนการทั้งหมดในการสร้างและทำเงินจากแอปสำหรับนักพัฒนาเดี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเน้นว่าสมัยนี้ 'การกระจาย (distribution)' สำคัญกว่าการสร้าง และเน้นความสำคัญของ Build in Public


ทำไมต้องสร้างแอปตอนนี้

ทำไมต้องสร้างแอปตอนนี้ 00:00:00

Andrew เริ่มวิดีโอโดยอธิบายว่าทำไมตอนนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการสร้างแอป ถ้าคุณอยากมีธุรกิจของตัวเอง อยากได้รายได้แบบ passive หรืออยากเป็น digital nomad การพัฒนาแอปคือวิธีที่ดีที่สุด

เขายังแนะนำตัวเองด้วย - ปีนี้เขาสร้างแอปมือถือตั้งแต่เริ่มต้นสำหรับรัฐบาลอังกฤษ และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้พัฒนาแอปมากมายในด้านการเงิน AI และ SaaS โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะเขาเริ่มเรียนเขียนโค้ดด้วยตัวเองตอนอายุ 30 เขาจึงเข้าใจดีว่ารู้สึกถูกครอบงำด้านเทคนิคเป็นอย่างไร

เขาชี้ประเด็นสำคัญหนึ่งข้อ - เพราะการสร้างแอปง่ายขึ้นมาก จึงต้องโฟกัสที่ 'การกระจาย (distribution)' มากขึ้น นั่นคือการทำให้คนสนใจสำคัญกว่าแล้ว ดังนั้นเขาจึงใช้ประสบการณ์ด้านการตลาดสะสมผู้ติดตาม 500,000 คน และนี่คือหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการกระจายผลิตภัณฑ์


ควรเรียนเขียนโค้ดไหม? วิธีการเรียนในยุค AI

ควรเรียนเขียนโค้ดไหม? วิธีการเรียนในยุค AI 00:01:50

คำถามที่หลายคนถาม - ควรเรียนเขียนโค้ดไหม? คำตอบของ Andrew คือ 'ใช่ แต่...'

ด้วย AI คำจำกัดความของ 'เรียนเขียนโค้ด' เปลี่ยนไปมาก ไม่จำเป็นต้องลงลึกเหมือนวิศวกรซอฟต์แวร์กับโครงสร้างข้อมูลหรืออัลกอริทึม แค่เรียนพื้นฐานและเรียนที่เหลือระหว่างทำ นี่เรียกว่า 'project-based learning' - เรียนเขียนโค้ดขณะแก้ปัญหาจริง

มีเหตุผลที่ต้องรู้พื้นฐาน เมื่อคุยกับ AI coding assistant การรู้ภาษาของโค้ดจะง่ายขึ้นมาก ตัวอย่างเช่น ถ้ารู้พื้นฐาน HTML, CSS ใน frontend จะช่วยได้มากเมื่อเจอ error ร้ายแรง

คำแนะนำของเขาชัดเจน: "ในโลกที่สมบูรณ์แบบจะเรียน clean code แต่นี่ไม่ใช่โลกที่สมบูรณ์แบบ เพราะคุณอยากสร้างแอป ก็เรียนแค่ที่จำเป็นและเรียนไปทำไป"


หาไอเดีย - การแก้ปัญหาคือหัวใจ

หาไอเดีย - การแก้ปัญหาคือหัวใจ 00:04:00

ถ้าไม่มีไอเดียควรทำอย่างไร? Andrew บอกให้คิดเรื่อง 'ปัญหาที่ต้องการแก้' แทนที่จะคิดเรื่อง 'ไอเดีย'

วิธีแรกคือโฟกัสที่ปัญหาจริงของคุณ เขียนปัญหาในชีวิต 5-10 ข้อที่แก้ได้ด้วยเทคโนโลยี ถ้าคุณประสบปัญหานี้ คนอื่นก็ประสบเหมือนกันและพร้อมจ่ายเงินสำหรับวิธีแก้

วิธีที่สองง่ายกว่า - ก็แค่ก๊อปปี้! คุณสามารถเลียนแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดได้ ยกตัวอย่าง Amazon ไม่ได้นวัตกรรมมากแต่ก๊อปปี้ผลิตภัณฑ์อื่นและทำได้ดีจนเป็นผู้นำตลาด ไม่ต้องรู้สึกผิด การที่มีผลิตภัณฑ์อยู่แล้วหมายความว่ามีความต้องการอยู่แล้ว แค่ทำการตลาดต่างกัน ใส่บุคลิกของตัวเอง หรือเพิ่มฟีเจอร์ต่างกันเพื่อสร้างความแตกต่าง

เขายังแชร์เคล็ดลับ - สร้าง landing page ก่อนสร้างแอปและทำการตลาดเพื่อดูว่ามีความต้องการไหม ถ้ายืนยันมีความต้องการแล้วค่อยสร้างหรือ pitch กับนักลงทุน


เลือก Tech Stack และ Roadmap การเรียน

เลือก Tech Stack และ Roadmap การเรียน 00:06:00

ควรใช้ tech stack อะไร? Andrew บอกว่าไม่สำคัญอย่างที่คิด แต่แนะนำให้เลือก tech stack ที่นิยมที่สุด

มีเหตุผล เพราะ AI coding assistant ถูกเทรนด้วยโค้ดหลายปี มันทำงานได้ดีกว่ากับภาษายอดนิยมและมีเอกสารออนไลน์มากกว่า

Stack ที่ง่ายที่สุดที่เขาแนะนำคือ MERN stack: MongoDB, Express, React, Node มีเอกสารมาก แอปมากมายสร้างด้วย stack นี้ และคุณแค่ต้องเรียน JavaScript

เขาแนะนำลำดับการเรียนแบบนี้: HTML → CSS → JavaScript → React → Next.js → Node → Express → MongoDB

เรียนฟรีแนะนำ The Odin Project เป็นคอร์ส fullstack JavaScript และดีมากเพราะเป็น project-based learning ถ้าอยากลงลึกกว่าด้วยคอร์สเสียเงิน แนะนำ Zero to Mastery

อยากสร้างแอปมือถือด้วย? แค่เพิ่ม React Native และ Expo ใน tech stack เดียวกันเพื่อสร้างแอป iOS และ Android พร้อมกัน


วิธีใช้เครื่องมือ AI Coding อย่างเต็มประสิทธิภาพ 200%

วิธีใช้เครื่องมือ AI Coding อย่างเต็มประสิทธิภาพ 200% 00:08:00

วิธีสร้างแอปเร็วในปี 2025 (ปัจจุบัน 2026) คือให้ AI เขียนโค้ดส่วนใหญ่ มี AI coding assistant มากมาย ควรใช้ตัวไหน?

จริงๆ แล้วส่วนใหญ่คล้ายกันเพราะใช้ model เดียวกัน เลือกตามประสบการณ์ผู้ใช้และราคา Andrew ใช้ Cursor, Claude Code และ Warp ถ้าเพิ่งเริ่ม แนะนำ Cursor เพราะแค่ $20/เดือน

บางคนลังเลว่าควรใช้ Cursor หรือ Claude แต่ "ไม่ต้องคิดลึกขนาดนั้น เลือกอันหนึ่ง ใช้ ถ้าไม่ชอบก็เปลี่ยน"

เคล็ดลับสำคัญที่สุด! เมื่อใช้เครื่องมือ AI คุณเขียนโค้ดน้อยลงแต่ต้องวางแผนมากขึ้น ทั้ง Cursor และ Claude Code มี 'Plan Mode' ให้ AI วางแผนตามฟีเจอร์ที่คุณต้องการ ทำแบบนี้จะราบรื่นขึ้นและปัญหาที่ไม่คาดคิดจะน้อยลง

Andrew ใช้แอป Notability วางแผนล่วงหน้า มี template ภาพช่วยให้เห็นภาพฟีเจอร์ของแอปได้ง่าย


MVP และ UX - หลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด

MVP และ UX - หลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด 00:10:00

ถ้าคุณสร้างได้ด้วยเครื่องมือ vibe coding อย่าง Lovable แค่ใส่ prompt ก็ทำได้ แต่แอปส่วนใหญ่ต้องปรับแต่งและจะชนกำแพง

UX (ประสบการณ์ผู้ใช้) สำคัญมาก ต่อให้แอปดีแค่ไหน ถ้าไม่สวยและใช้งานง่ายก็ไม่มีใครใช้ ถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ UX ให้ใช้ template หรือเลียนแบบแอปที่มีอยู่ ออกแบบเองอาจดูเหมือนขยะ

ตอนนี้มาพูดเรื่อง MVP (ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้ขั้นต่ำ) Andrew บอกว่านี่คือความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดที่เขาเห็นขณะทำงานในวงการ tech แทนที่จะสร้างเวอร์ชันพื้นฐาน คนมักตื่นเต้นและเพิ่มฟีเจอร์เยอะมาก แน่นอนการเปิดตัวก็ช้า และเมื่อเปิดตัวก็พบว่าผู้ใช้ไม่สนใจฟีเจอร์เหล่านั้น feedback อาจพาผลิตภัณฑ์ไปทิศทางที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ทำแบบนี้ดีกว่ามาก: เปิดตัวแอปที่เรียบง่ายและใช้งานได้ → รับ feedback จากผู้ใช้จริง → ปรับปรุงตาม feedback นี่คือลำดับที่ถูกต้อง


เปิดตัวและการตลาด - Build in Public

เปิดตัวและการตลาด - Build in Public 00:11:00

เมื่อสร้างแอปแล้ว ต้องเอาออกสู่โลก โมเดลราคา เลือกได้ระหว่าง subscription (รายเดือน/รายปี) หรือจ่ายครั้งเดียว และไม่ว่าวิธีไหนให้มีทดลองใช้ฟรี ใช้ Stripe สำหรับการชำระเงิน เป็นบริการที่มีเอกสารมากที่สุดและน่าเชื่อถือที่สุด

Deploy? ใช้ Vercel หรือ Netlify สำหรับ web app, Expo สำหรับ mobile app คำสั่งเดียวอัปโหลดขึ้น Google Play และ App Store ได้

ตอนนี้ต้องเข้าสู่นรกของการตลาด Andrew บอกว่านี่คือส่วนสำคัญที่สุดที่ตัดสินความสำเร็จของแอป

เขาแนะนำอย่างยิ่งให้ทำ Build in Public แชร์กระบวนการสร้างแอปอย่างเปิดเผย มีประโยชน์มาก:

  • สร้าง funnel การกระจายได้
  • รับ feedback ผลิตภัณฑ์
  • ค้นพบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า
  • ได้ผู้ใช้ที่มีศักยภาพ
  • สนุกกว่าและได้เพื่อนด้วย
  • พัฒนาทักษะการสื่อสาร

ไม่ต้องกังวลเรื่องขโมยไอเดีย platform ที่ง่ายที่สุดในการเริ่มคือ X (Twitter) และลอง Instagram หรือ YouTube ด้วย ลงทุน 20-30% ของเวลาในการสร้างคอนเทนต์ เมื่อเปิดตัวแล้วโพสต์บน Product Hunt


สรุปประเด็นหลัก

  • การสร้างแอปง่ายขึ้น แต่การกระจาย (distribution) สำคัญขึ้น - โฟกัสที่การโปรโมตมากกว่าการสร้าง
  • เรียนแค่พื้นฐานโค้ดและเรียนที่เหลือขณะทำโปรเจค (project-based learning)
  • ไม่มีไอเดียก็ก๊อปปี้ได้ - ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วคือหลักฐานว่ามีความต้องการ
  • เลือก tech stack ที่นิยมที่สุด - เครื่องมือ AI ทำงานได้ดีกว่าและมีเอกสารมากกว่า
  • เมื่อใช้เครื่องมือ AI coding ให้ใช้ Plan Mode เยอะๆ - โค้ดน้อยลง วางแผนมากขึ้น
  • เริ่มด้วย MVP - ฟีเจอร์มากเกินไปคือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด เปิดตัวเรียบง่ายและรับ feedback
  • Build in Public คือวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาการตลาด feedback และ networking พร้อมกัน

ประเด็นสำคัญ

  • 1สร้างแอปง่ายขึ้นแล้ว แต่การกระจาย (distribution) สำคัญกว่า - โฟกัสที่การโปรโมทมากกว่าการสร้าง
  • 2เรียนแค่พื้นฐานการเขียนโค้ดและเรียนส่วนที่เหลือขณะทำโปรเจกต์ (การเรียนตามโปรเจกต์)
  • 3ไม่มีไอเดียก็ก๊อปปี้ได้ - ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่คือหลักฐานว่ามีความต้องการ
  • 4เลือก tech stack ที่นิยมที่สุด - เครื่องมือ AI ทำงานได้ดีกว่าและเอกสารมากกว่า
  • 5เมื่อใช้เครื่องมือ AI coding ใช้ Plan Mode มากๆ - เขียนโค้ดน้อยลง วางแผนมากขึ้น
  • 6เริ่มด้วย MVP - ฟีเจอร์มากเกินคือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด เปิดตัวง่ายๆ และรับ feedback
  • 7Build in Public คือวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาการตลาด feedback และ networking พร้อมกัน

โพสต์ยอดนิยม